เคยไหมที่คุณอยากส่งเงินให้เพื่อนต่างประเทศ แต่โดนค่าธรรมเนียมกินไปเกือบครึ่ง และต้องรอหลายวันกว่าจะถึงมือ? หรือบางทีเงินฝากของคุณได้ดอกเบี้ยน้อยนิด ขณะที่การกู้ยืมต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากเหมือนปีนเขา?

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของคุณหรอกนะ แต่เป็นจุดอ่อนของระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่ทุกคนเจอ

วันนี้เราจะมาขุดคุ้ยกันว่าทำไม DeFi ถึงต้องเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการธนาคารเก่าๆ ไม่ใช่เพื่อด่าทอ แต่เพื่อให้คุณเห็นว่า ธนาคารเก่งจริง แต่ช้า แพง และไม่เปิดกว้างพอแล้ว

อ่านจบ คุณจะเข้าใจว่าทำไม DeFi ถึงยังฮอตฮิตตั้งแต่ปี 2021 จนถึงตอนนี้

ธนาคาร: ยักษ์ใหญ่แห่งการเงิน แต่ซ่อนกับดักไว้เพียบ

ธนาคารคือเสาหลักของระบบการเงินโลก พวกเขารับฝาก ปล่อยกู้ จัดการชำระเงิน ช่วยธุรกิจหาเงินทุน และยังเป็นกระเป๋าสตางค์ให้รัฐบาลด้วย

มองไปปี 2026 ธนาคารยักษ์ใหญ่ 10 แห่งแรกมีมูลค่าตลาดทะลุหลายล้านล้านดอลลาร์สบายๆ

(ข้อมูลอัปเดตถึงปลายปี 2025-ต้นปี 2026 JPMorgan Chase ยังครองบัลลังก์ด้วยมูลค่ากว่า 9000 พันล้านดอลลาร์ Bank of America ตามมาติดๆ ด้วย 4000 พันล้านกว่าๆ)

นี่คือรายชื่อธนาคารยักษ์ใหญ่ 10 อันดับแรกของโลกในปี 2026 (จากข้อมูลตลาดล่าสุด):

  • 1. JPMorgan Chase (สหรัฐอเมริกา) - ประมาณ 9150 พันล้านดอลลาร์
  • 2. Bank of America (สหรัฐอเมริกา) - ประมาณ 4180 พันล้านดอลลาร์
  • 3. Wells Fargo (สหรัฐอเมริกา) - ประมาณ 3150 พันล้านดอลลาร์
  • 4. HSBC (อังกฤษ) - ประมาณ 2800 พันล้านดอลลาร์
  • 5. Royal Bank of Canada (แคนาดา) - ประมาณ 2430 พันล้านดอลลาร์
  • 6. ธนาคาร工商 (ICBC) (จีน) - เจ้าตลาดเอเชีย แต่โดนธนาคารอเมริกันแซงมูลค่าตลาดไปแล้ว
  • 7. ธนาคารก่อสร้างจีน
  • 8. ธนาคารเกษตรจีน
  • 9. ธนาคารจีน
  • 10. Mitsubishi UFJ (ญี่ปุ่น)

ธนาคารอเมริกันครองอันดับต้นๆ ขณะที่ธนาคารจีน 4 แห่งมีสินทรัพย์มหาศาลแต่ทุนตลาดค่อนข้างถ่อมตัว

ยักษ์เหล่านี้แผ่ขยายอิทธิพลไปทุกมุมโลก

แต่ขนาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าสมบูรณ์แบบ วิกฤตการเงินปี 2008 คือบทเรียนชัดเจน: ธนาคารเล่นเกินตัว ใช้เลเวอเรจสูง หนี้เสียระเบิด รัฐบาลทั่วโลกต้องทุ่มเงินช่วย

ล้มละลายของ Lehman Brothers และการเข้ายึด Washington Mutual ยังคงเป็นฝันร้าย

ปี 2023 Silicon Valley Bank กับ Signature Bank ล้มครืนอีกครั้ง เตือนว่าทุกธนาคารยักษ์ใหญ่ก็เสี่ยงล้มได้ชั่วข้ามคืน

ระบบรวมศูนย์แบบนี้มักมีจุดอ่อนเดี่ยวที่อาจพังทั้งระบบ

จุด痛แรก: ส่งเงินข้ามประเทศ แพงชิบ+รอนาน

Fast DeFi payments

ลองนึกภาพ: คุณอยู่กรุงเทพฯ อยากส่งเงิน 1000 ดอลลาร์ให้ครอบครัวที่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

ขั้นตอนธนาคารแบบเก่า:

  • โดนหักส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (ธนาคารแอบบวกกำไร)
  • ค่าธรรมเนียมส่งออก (20-50 ดอลลาร์)
  • ค่าธรรมเนียมรับเข้าของธนาคารปลายทาง (อีก 10-30 ดอลลาร์)
  • รอ 3-7 วันทำการ หรือนานกว่านั้น
  • ต้องกรอกเอกสารป้องกันฟอกเงิน เผยข้อมูลส่วนตัวหมดเปลือก

ปี 2025-2026 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการส่งเงินทั่วโลกยังอยู่ที่ 6.49% (ส่ง 200 ดอลลาร์ เสีย 13 ดอลลาร์)

บางช่องทางพุ่งถึง 10-15% คนจนยิ่งเดือดร้อน

แต่ DeFi ล่ะ?

ใช้ USDC, USDT หรือ USDe จาก Ethena โอนจากกระเป๋าเงินตรงถึงกระเป๋า:

  • ถึงใน 15 วินาทีถึง 5 นาที
  • ค่าธรรมเนียมแค่ไม่กี่สตางค์หรือไม่กี่บาท
  • ไม่มีตัวกลางมาครอง
  • โอนได้ทั่วโลก ไม่สนพรมแดน

ปี 2026 การชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย stablecoin กลายเป็นเรื่องปกติ คนงานไทยใช้รับเงินเดือน พ่อค้าขายของออนไลน์รับเงินจากทั่วโลก เงินที่ประหยัดได้กินข้าวเหนียวหมูปิ้งได้หลายมื้อ

ใครจะยอมให้ธนาคารเอาเปรียบอีก?

จุด痛ที่สอง: เข้าถึงบริการ? สำหรับหลายคน ประตูธนาคารปิดสนิท

Global financial access

ข้อมูลล่าสุดจาก World Bank (Global Findex 2024-2025):

ยังมีผู้ใหญ่ 13 พันล้านคนทั่วโลกไม่มีบัญชีธนาคาร

ลดจาก 17 พันล้านในปี 2017 แต่ยังเยอะมาก!

ส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ชนบท และครอบครัวยากจน สาเหตุคือความยากจน สาขาน้อย ไม่ไว้ใจ และขั้นตอนยืนยันยุ่งยาก

แต่ที่น่าขันคือ ใน 13 พันล้านคนนี้ สองในสามมีสมาร์ทโฟน!

DeFi เข้ามาตรงๆ:

  • แค่สมาร์ทโฟน + กระเป๋าเงิน (MetaMask, Rabby, Phantom)
  • เปิดบัญชีในไม่กี่นาที (ไม่ต้องวิ่งไปธนาคารพร้อมบัตรประชาชน)
  • ฝาก กู้ หากำไร โอน ทำได้หมด

DeFi ไม่สนสัญชาติ อายุ ศาสนา หรือทะเบียนบ้าน

ทุกคนเท่าเทียมต่อโค้ด

นี่แหละการเงินที่เข้าถึงทุกคนจริงๆ

ลองคิดถึงวัยรุ่นในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้แอปกระเป๋าเงินเล่น Aave กู้เงิน Uniswap แลกเหรียญ เข้าถึงการเงินโลกในพริบตา

สิ่งที่ธนาคารทำไม่ได้หลายสิบปี บล็อกเชนทำได้ในไม่กี่ปี

จุด痛ที่สาม: รวมศูนย์ + ไม่โปร่งใส = ระเบิดเวลาลูกใหญ่

ธนาคารปลอดภัย? ดูภายนอกเข้มงวด แต่ความจริง:

  • ล้มละลายได้ (หลัง 2008 สหรัฐปิดธนาคารเล็กๆ นับร้อย)
  • อำนาจรวมศูนย์ (คนไม่กี่คนควบคุมเงินหลายล้านล้าน)
  • โปร่งใสต่ำ (คนธรรมดาไม่เห็นบัญชีธนาคาร สถาบันจัดอันดับยังให้คะแนนสินค้าขยะเป็น AAA)

DeFi กลับหัวกลับหาง:

  • สร้างบนบล็อกเชนสาธารณะ (ส่วนใหญ่ Ethereum)
  • โค้ดเปิด ใครตรวจสอบก็ได้
  • การกำกับดูแลผ่าน DAO และโหวต Snapshot ไม่ใช่เจ้านายคนเดียวสั่ง
  • สัญญาอัจฉริยะทำงานอัตโนมัติ ไม่มีใครแอบแก้กฎ

แน่นอน DeFi ก็มีเสี่ยง: โค้ดบั๊ก แฮกเกอร์ ทีมพัฒนาหนี

แต่ทุกอย่างเปิดเผย ถ้าขาดทุนก็รู้เหตุผล

ไม่เหมือนธนาคาร เกิดปัญหาแทบไม่รู้เบื้องหลัง

ยกตัวอย่าง: เหตุการณ์ GameStop ปี 2021 Robinhood ห้ามนักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้น เพราะสถาบันใหญ่ขาดทุนยับ

ใน DeFi? ไม่มีใครหยุดคุณได้ Uniswap เปิด 24/7 ซื้อขายเมื่อไหร่ก็ได้

นี่คืออิสระแท้ๆ

การเงินดั้งเดิม vs DeFi: ตัวไหนน่าใช้กว่า? (มุมมองปี 2026)

ด้านธนาคารดั้งเดิมDeFi (สถานะปี 2026)
ความเร็วเปิดบัญชีหลายวันถึงหลายสัปดาห์ไม่กี่นาที
โอนข้ามประเทศหลายวัน + ค่าใช้จ่ายสูงระดับวินาที + ถูก
ดอกเบี้ย/ผลตอบแทนฝาก 1-3% กู้แพงstablecoin 5-20%+ กู้ยืมยืดหยุ่น
เกณฑ์เข้าต้องมีบัตรประชาชน หลักฐานที่อยู่แค่กระเป๋าเงิน
ความโปร่งใสกล่องดำภายในโค้ดเปิด + ตรวจสอบบนเชน
เสี่ยงถูกตรวจ/แช่แข็งรัฐหรือธนาคารสั่งหยุดได้คุณถือกุญแจส่วนตัว เกือบไม่มี审查
ความมั่นคงมีหน่วยงานกำกับ แต่วิกฤตใหญ่ก็ล้มกระจายศูนย์ แต่เสี่ยงแฮก/ช่องโหว่

สรุปสั้นๆ: การเงินดั้งเดิมมั่นคง แต่แพง ช้า และเลือกใครเข้าบ้าง

DeFi เร็ว ถูก และเปิดกว้าง แต่ต้องรับผิดชอบเอง

DeFi ไม่ได้อยากแทนที่ธนาคาร แต่มาช่วยเติมเต็มจุดอ่อน

อนาคตอาจเห็นธนาคารใช้ stablecoin เป็นเครื่องมือเสริม DeFi เป็นเครื่องยนต์หลัก ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

บทต่อไปเราจะดำดิ่งสู่ DeFi โดยตรง: DeFi คืออะไร? เล่นยังไง? โปรโตคอลหลักหน้าตาเป็นแบบไหน?

กระเป๋าเงินพร้อมรึยัง? อย่าอ่านเฉยๆ ลุยเลยถึงจะได้กำไร!

 

แนะนำ 3 แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตชั้นนำของโลก:

  • สมัคร Binance (ราชาแห่งปริมาณการซื้อขาย ครบครันที่สุด โปรใหม่สำหรับมือใหม่เพียบ);
  • สมัคร OKX (สุดยอดสำหรับสัญญา ค่าธรรมเนียมต่ำ);
  • สมัคร Gate.io (นักล่าเหรียญใหม่ คัดลอกการเทรด + แอร์ดรอปพิเศษ).

อยากครบเครื่องเลือก Binance เล่นโปรเลือก OKX ล่าเหรียญเล็กเลือก Gate! สมัครด่วนรับส่วนลดค่าธรรมเนียมตลอดชีพ~